ประเภทของบัวหิมะทั้ง 4 ชนิด

type2

ครีม บัวหิมะ ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน ซึ่งเรียกว่า “จงหัวฟูเป่า” หรือที่บ้านเรามักเรียกกันง่ายๆ ว่า “สมุนไพรบัวหิมะ” ซึ่งเป็นครีมที่มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติหลายชนิด อย่าง โสม ชะมดเช็ด ว่านหางจระเข้ การบูร ผงไข่มุก ซึ่งราคาจะค่อนข้างแพงหน่อย

สำหรับ ครีมบัวหิมะ โดยสรรพคุณที่นำมาใช้ในลักษณะเป็นยารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกซะมากกว่าเป็น ครีมบำรุงผิว โดยใช้เป็นยาทาภายนอกและห้ามรับประทาน ซึ่งเนื้อหอมครีมจะมีสีขาว กลิ่นหอมให้ความรู้สึกสดชื่นและเย็นเล็กน้อย สำหรับการเลือกบัวหิมะก็ควรดูให้ดีด้วย โดยเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ เพราะครีมบัวหิมะนั้นในท้องตลาดจะมีของปลอมด้วย ก็ระวังกันดีๆ ซึ่งราคาตามท้องตลาดก็ประมาณหลักพันบาทขึ้นไป

ประโยชน์ของบัวหิมะ (ครีมบัวหิมะ)
1.ใช้ทาแก้แผลพุพอง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดนท่อไอเสีย
2.ใช้รักษาผื่นแพ้คันบนผิวหนัง บวมแดง
3.ใช้รักษาแผลสด เป็นหนอง
4.ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อน
5.ใช้รักษาโรคฮ่องกงฟุต
6.ใช้รักษาโรคผิวหนังต่างๆ เช่น อีสุกอีใส
7.ใช้รักษาโรคเริม
8.ใช้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
9.ช่วยบำรุงผิวปรับสภาพผิว ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
10.ใช้รักษารอยแผลสิว รักษาสิว แต้มสิวเพื่อให้ยุบไว (แต่บางคนใช้แล้วสิวเห่อ)

type1

บัวหิมะพันปี บัวหิมะหมื่นปี Saussurea หรือ Snow Lotus

บัว หิมะที่เป็นดอก หรือ ต้นพืช (Saussurea หรือ Snow Lotus) ซึ่งมักจะเรียกกันว่า บัวหิมะพันปี บัวหิมะหมื่นปี เป็นต้น โดยเป็นพืชที่ขึ้นในที่สูงมีลักษณะดอกสีขาวหรือเขียวอ่อน
จะงอกเฉพาะในบริเวณภูเขาสูงที่มีอุณหภูมิเย็นจัด หรือบริเวณที่ราบสูงที่มีหิมะปกคลุม หรือในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 4,000 เมตร อย่างเทือกเขาอัลไต ภูเขาคุนลุ้น ที่ราบ สูงซินเกียง เป็นต้น ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า 3 ปีถึงจะเก็บเกี่ยวดอกได้ และโดยทั่วไปเมล็ดของบัวหิมะเพียง 5% เท่านั้นที่จะเจริญเติบโตจนออกดอกได้

สรรพคุณบัวหิมะ (ที่เป็นดอกหรือพืช)
– นำมาใช้เป็นยาบำรุงและรักษาโรคชนิดต่างๆ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็น
– สรรพคุณของบัวหิมะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
– ช่วยบำรุงหัวใจ
– ช่วยแก้ไข้
– ช่วยขับพิษในร่างกาย
– ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
– ช่วยบำรุงโลหิต
– ช่วยบำรุงบำรุงไต
– ช่วยแก้อาการข้ออักเสบ
– นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งที่เป็นแบบบริสุทธิ์ 100% และที่เป็นแบบนำไปผสมกับตัวยาชนิดอื่นๆ

type3

บัวหิมะสด

บัว หิมะที่เป็นผลไม้ ที่หลายๆคนเรียกว่า “บัวหิมะสด” หรือ “ผลบัวหิมะ” หรือ “หัวบัวหิมะ” หรือ “รากบัวหิมะ” หรือ “บัวหิมะจีน” นั่นแหละ หรือในประเทศจีนจะเรียกกันว่า “เสวี่ยเหลียนกว่อ” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Yacon (ผลไม้แห่งพระเจ้า) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius อันนี้จะเป็นพืชพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ ไม่ใช่ผลไม้อะไรหรอกแต่เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่เข้าใจผิดว่าเป็นผลไม้ก็เพราะว่านิยมนำมารับประทานสดๆนั่นเอง
โดยมีรูปร่างคล้ายๆหัวมันเทศ เปลือกบาง รสออกหวานเหมือนแห้วผสมมันแกว ฉ่ำน้ำเหมือนสาลี่ กรอบเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนหรือกำลังควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม เป็นต้น และรากบัวหิมะ สรรพคุณใช้เป็นยาสมุนไพรในการรักษาอาการต่างๆได้อีกด้วย

ประโยชน์บัวหิมะ (ที่เป็นผลไม้หรือพืช)
– นำมารับประทานสด ให้รสชาติหวานฉ่ำ ชื่นใจ
– เป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพเสริมความงามที่น่าใจ
– มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดสิวฝ้าบนใบหน้า
– ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
– ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน คอเลสเตอรอล
– ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
– ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
– ช่วยป้องกันจากสารพิษจากมลภาวะและสารก่อมะเร็ง
– ช่วยให้หลอดเลือดอ่อนตัว
– ช่วยบำรุงหัวใจและเส้นเลือด
– ช่วยควบคุมของเหลวในเลือด
– ช่วยแก้อาการร้อนใน
– ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
– ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูกและท้องเสีย
– ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น
– ป้องกันการเกิดผลึกก้อนนิ่ว
– ช่วยตับขับถ่ายสารพิษในร่างกาย
– แก้อาการอักเสบ
– ใบของหัวบัวหิมะมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
– นำไปปรุงสุกต้มกับกระดูกหมูหรือนำไปตุ๋นช่วยย่อยอาหารและระบายท้องได้ดี
– มีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องดื่มและชา อาหารกระป๋อง

type4

บัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ (Kefir)

บัว หิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ (Kefir) บ้านเรานิยมเรียกว่า “บัวหิมะธิเบต” หรือ “น้ำหมักบัวหิมะ” ซึ่งก็คือนมหมักคีเฟอร์นั่นเอง เกิดจุลินทรีย์ขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยยีสต์ Saccharomyces exiguus และ Lactic acid Bacteriaซึ่งอยู่ร่วมกันในแบบที่พึ่งพาอาศัยกันและยึดเกาะกันด้วยสารที่มี ลักษณะเป็นเมือกเหนียวๆจนเกิดการก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ โดยมีสีขาวจนถึงสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดข้าว โดยจะมีกลิ่นอ่อนๆของยีสต์ (คล้ายเบียร์)
ซึ่งจะเจริญเติบโตด้วยการเพาะเลี้ยงในอาหารชนิดต่างๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะให้คีเฟอร์ที่มีขนาดและลักษณะแตกต่างกันออกไป
ซึ่งนิยมเลี้ยงในน้ำนม อย่างนมวัว นมแพะ นมแกะ เป็นต้น

ใส่ความเห็น